GOOGLE อัลกอริทึม 9 ข้อ ที่ต้องรู้เมื่อต้องทำ SEO

GOOGLE อัลกอริทึม 9 ข้อ ที่ต้องรู้เมื่อต้องทำ SEO

Posted by

เมื่อพูดถึง SEO แล้ว สิ่งที่ควรจะทำความรู้จักคือ Google Algorithm

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับกับ อัลกอริทึม (Algorithm) ทั้ง 9 ข้อ ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับผลลัพธ์ในการค้นหาคำต่างๆกันก่อน เพื่อสำหรับคนที่กำลังศึกษาในเรื่องของ SEO หรือคนทั่วไป

1.Panda
เริ่มใช้งาน:  24 กุมภาพันธ์ 2011
จุดประสงค์: จัดอันดับเว็บไซต์โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาตรวจสอบเนื้อหาในเว็บไซต์Google Panda แน่นอนว่าเน้นเรื่องการทำ onpage ในการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ จะต้องสร้างเนื้อหาที่ดี แพนด้าเป็นอัลกอริทึมที่ใช้ในการกำหนดคะแนนคุณภาพเนื้อหาให้กับหน้าเว็บ ลดอันดับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคุณภาพต่ำ เนื้อหาสแปม หรือเนื้อหาน้อย และที่สำคัญนั่นก็คืออย่าไปคัดลอกบทความของคนอื่นมา ควรจะเป็นบทความที่เขียนขึ้นมาเอง เพราะ Google จริงจังกับเรื่องนี้มาก
สิ่งที่ไม่ควรทำ
  • เนื้อหาที่ซ้ำกันกับเว็บไซต์อื่นหรือบทความคนอื่น
  • เนื้อหาที่คัดลอกมาจากเว็บไซต์อื่น
  • เนื้อหาน้อยเกินไป
  • การแทรกคำหลักที่มากเกินไปในเนื้อหา
  • เนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

2. Penguin

เริ่มใช้งาน: 24 เมษายน 2012
จุดประสงค์: ตรวจสอบการเชื่อมโยงลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอก

Google Penguin คือสายตรวจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ Link ต่างๆ ที่จะเข้ามาในเว็บว่าดีงามหรือไม่ มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบการเชื่อมโยงของลิงก์ย้อนกลับ (Back link) จากเว็บไซต์ภายนอกที่ไม่เป็นธรรมชาติซึ่งถือว่าเป็นการสแปม ดังนั้นหากใครที่ทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เจ้าเพนกวินจะจัดอันดับเว็บไซต์ของคุฯขึ้นอันดับที่ดีแน่นอน เพราะเพนกวินเป็นหนึ่งในอัลกอริทึมที่ใช้ในการพิจารณาตรวจสอบการจัดอันดับหลักของ Google และทำงานในแบบเรียลไทม์

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ
  • ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อการทำส่งเสริม SEO โดยเฉพาะ เช่น PBN
  • ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน (เนื้อหาไม่เกี่ยวข้อง)
  • ลิงค์ที่มีจงใจใช้ คีย์เวิร์ด ใน การเชื่อมโยงคำ มากเกินไป

3. Pirate

เริ่มใช้งาน: สิงหาคม 2012
จุดประสงค์: ความสำคัญกับลิขสิทธิ์เพื่อตรวจสอบและจัดอันดับเว็บไซต์

Google Pirate หรือโจรสลัดได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของเนื้อหาบนเว็บไซต์และทำการตรวจสอบและกวาดล้างจำพวก เช่น หนัง เพลงหรือหนังสือ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • เนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของโดยตรง
  • เนื้อหาที่มีการรายงานการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก

4. Hummingbird

เริ่มใช้งาน: 22 สิงหาคม 2013
จุดประสงค์: แสดงผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องมากขึ้นโดยเข้าใจถึงความหมายที่อยู่เบื้องหลังการค้นหา

Google Hummingbird คือการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนวิธีที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการตีความคำค้นหาสามารถตีความหมายของคำที่เราค้นหาได้ดีในเรื่องของสถานที่ของการพูดถึงนั้นๆ ตอบสนองคำค้นหาที่ยาวซับซ้อนได้ดี เช่นคำว่า “แทง บอล ออนไลน์ FIFA55 ” แทนที่จะนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับ ” แทง บอล ออนไลน์” หรือ “FIFA55” ก็จะแสดงข้อมูลของแทงบอลออนไลน์ ที่มาจากเว็บไซต์ของ FIFA55 แทน

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • การกำหนดเป้าหมายคำหลักที่ตรงจนเกินไป
  • มีคำหลักในเนื้อหามากจนเกินไป

5. Pigeon

เริ่มใช้งาน: 24 กรกฎาคม 2014 (สหรัฐฯ)
จุดประสงค์: ให้ความสำคัญกับผลการค้นหาในท้องถิ่น เพื่อธุรกิจในท้องถิ่น

Google Pigeon คำนึงถึงเว็บไซต์ในท้องถิ่นที่มีคุณภาพและมีความเกี่ยวข้องสูง โดยจัดแยกเป็น 2 แบบ คือ Google Maps และ Google search ด้วย โดยมุ่งเน้นไปที่ความเกี่ยวข้องของตำแหน่งผู้ค้นหา กับตำแหน่งที่อยู่จริงของเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนกับ Google Maps
สิ่งที่ไม่ควรทำ
  • หน้าเว็บที่ Google เห็นว่าไม่เหมาะสม
  • การตั้งค่าหน้า Google My Business ที่ไม่ถูกต้อง
  • ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ของธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกัน
  • ขาดการอ้างอิงในไดเร็กทอรีท้องถิ่น

6. Mobile Friendly Update

เริ่มใช้งาน: 21 เมษายน 2015
จุดประสงค์: ตรวจสอบหน้าเว็บให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

Google Mobile Friendly Update  ใช้ตรวจสอบเว็บไซต์ เพื่อให้แน่ใจว่ามีหน้าเว็บที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (เช่น สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต) ยิ่งเว็บไซต์ของคุณมีรูปแบบที่เหมาะสมกับอุปกรณ์เคลื่อนที่มากเท่าใด อันดับของคุณก็จะถูกจัดให้อยู่ด้านบนสุดของการค้นหาบนมือถือ เพราะว่าการแยกดัชนีค้นหาเวอร์ชันสำหรับมือถือ ออกมาจากดัชนีค้นหาออกจากเดสก์ท็อปนั้นกูเกิลจะให้ความสำคัญกับ Mobile เป็นหลักแทน

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ไม่มีเว็บไซต์เวอร์ชั่นสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • การกำหนดค่าวิวพอร์ตไม่เหมาะสม
  • เนื้อหาไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง
  • การใช้ปลั๊กอินที่แปลกใหม่ ที่ทำให้เว็บไซต์ตอบสนองได้ช้าลง

7. RankBrain

เริ่มใช้งาน: 26 ตุลาคม 2015
จุดประสงค์: เพิ่มผลการค้นหาที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่ค้นหาตามความเกี่ยวข้อง

RankBrain มันคือเทคโนโลยีภูมิปัญญาประดิษฐ์  ถูกปล่อยออกมาในปี 2015 ถูกนำมาใช้ในการช่วยจัดอันดับผลการค้นหา และจัดอันดับหน้าเว็บสำหรับ คีย์เวิร์ด แปลกใหม่ หรือไม่คุ้นเคย เป็นระบบ Machine Learning ซึ่งจะช่วยให้ Google สามารถถอดรหัสความหมายที่อยู่เบื้องหลังการสืบค้นข้อมูลและแสดงผลการค้นหาที่ตรงกับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเพื่อตอบสนองต่อข้อความค้นหาให้แก่ผู้ใช้งาน โดยเน้นไปที่คำค้นหาที่กูเกิ้ลไม่เคยพบมาก่อนในแต่ละวัน และมีผลก็หน้าเว็บที่แยกสำหรับหน้าเว็บที่มีคีย์เวิร์ดหลายๆคำ หรือเนื้อหาที่เขียนขึ้นจำนวนเยอะๆ อีกด้วย

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • สร้างเว็บไซต์มามากมายและมีเนื้อหากับคีย์เวิร์ดเยอะเกินไป

8. Possum

เริ่มใช้งาน: 1 กันยายน 2016
จุดประสงค์: มีความหลากหลายในการพิจารณาจากตำแหน่งของผู้ค้นหาและที่ตั้งของธุรกิจ

Possum เป็นการกรองผลการจัดอันดับในท้องถิ่นของ กูเกิ้ล ล่าสุด จะส่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่อยู่ของผู้ค้นหา ซึ่งมันอาจมองว่ามันคือ content ที่ซ้ำกันเพื่อกันความสับสน โดยผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือร้านค้าที่ไม่เคยมีอันดับใน Google Search เลย ทำให้ผู้ใช้ได้ประโยชน์มากขึ้น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • การแชร์ที่อยู่จริงกับธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน
  • คู่แข่งที่มีที่อยู่ธุรกิจใกล้กับตำแหน่งของคนที่ค้นหา

9. Fred

เริ่มใช้งาน: 8 มีนาคม 2017
จุดประสงค์: กรองผลการค้นหาที่มีคุณภาพต่ำทั้งหมดนี่ก็เพื่อสร้างรายได้จากโฆษณา

Fred เป็นอัลกอริธึมที่พยายามกำจัดพวกเนื้อหาที่มี link หรือ linkแปลกปลอม และจะทำการลดอันดับเว็บไซต์ที่มีโฆษณาเยอะเกินไปอีกด้วย

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • การที่มีเนื้อหามูลค่าต่ำ เนื้อหาหรือข้อความที่เป็นโฆษณา

และที่กล่าวมาก็คือ 9 อัลกอริธึม ของ Google ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทอยู่เรื่อยๆในแต่ละปี ดังนั้นผู้จัดทำเว็บไซต์จึงควรติดตามการอัพเดทครั้งถัดไปในปี 2018 อยู่เรื่อยๆ ไม่งั้นอาจจะตาม อัลกอริธึม ไม่ทันก็เป็นได้

infographic จาก Miller Media Management

ข้อมูลประกอบ : prdaily

อ้างอิง : https://www.fifa55king.com/

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *